ลานฝึกวรยุทธ์

ReviewReviewReviewReviewReview"อัจฉริยะ" ปั้นได้Sep 18, '07 11:11 AM
for everyone
Category:Other
วันนี้ฟังอาจารย์ป้อมพูดเรื่องคุณ วนิษา เรซ เลยไปลองค้นๆมาอ่านดูเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ ก็เจอบทความนี้ เป็นบทความที่ดีมากเลย สำหรับพวกเราที่จะต้องเรียนหนักกัน ลองอ่านดูนะมีประโยชน์มากๆเลย ไม่ต้องท่องหนังสือหนักก็เรียนให้ดีได้ แต่ต้องเรียนให้เป็น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เปรมศิริ ฤทัยเจตน์เจริญ

วนิษา เรซ ถอดรหัสการทำงานของ "สมอง" ตามทฤษฎี "อัจฉริยภาพหลายประการ" (Multi-intellect Theory) ของ โปรเฟสเซอร์ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ บนแนวคิดว่า อัจฉริยะ"สร้างได้"

วนิษา เรซ หรือ "ครูหนูดี" ชื่นชอบเป็นพิเศษกับการเรียนวิชาแปลกๆ ที่คนไทยน้อยคนจะสนใจ เพราะเป็นวิชาที่แทบไม่มีอนาคตต่อ การหาเงิน หรือสร้างอาชีพการงาน

ครูหนูดี มีดีกรี เกียรตินิยม ปริญญาตรีด้านครอบครัวศึกษา (Family Studies) จากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ และวิชาสุดท้าย ที่เธอเลือกเรียนคือ "ใช้ชีวิตให้มีความสุข"

หลังจากนั้นไปต่อปริญญาโทด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม Mind, Brain and Education จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอีกเช่นกัน

แม้จะเป็นวิชาที่แปลกในสายตาของใครต่อใคร แต่เธอกลับพบว่า ปริญญาทั้งสองใบที่ได้มา "ยิ่งใหญ่" กับงานในฐานะ "ครู" เป็นอย่างยิ่ง

ครูหนูดี ตั้งใจว่า ก่อนจะบินกลับไปเก็บตัวในห้องวิจัยเพื่อเรียนต่อปริญญาเอกเธอจะใช้เวลา 2 ปี "ติวเข้ม" ให้คนอีก 4 กลุ่มเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง นั่นคือ กลุ่มนักเรียนม.ปลาย ที่กำลังเตรียมตัวเอนทรานซ์อย่างหน้าดำคร่ำเครียด นักศึกษาเรียนหนัก กลุ่มพ่อแม่ฝึกลูกให้เป็นอัจฉริยะ และกลุ่มยังก์โปร หรือคนทำงานรุ่นใหม่

ผ่านงานเขียนหนังสือ และการฝึกอบรม ภายใต้บริษัทจัดอบรม "อัจฉริยะสร้างได้"

เริ่มจากการปั้นเด็กๆ ในโรงเรียนวนิษาที่เธอนั่งบริหารอยู่ให้เป็นเด็กน้อยแสนอัจฉริยะ และมีความสุข

"ตอนเรียนปีสุดท้ายถามโปรเฟสเซอร์ว่าทำยังไงให้คนเราอยู่อย่างมีความสุข โปรเฟสเซอร์ก็บอกว่า การให้คนๆ หนึ่งมีความสุขได้ต้องเริ่มจากหน่วยเล็กที่สุด เมื่อหน่วยเล็กที่สุดมีความสุข หน่วยใหญ่ก็จะมีความสุข เลยเลือกเรียนจิตวิทยาครอบครัว

พอเรียนปริญญาโทก็คิดว่าจะเรียนอะไรที่ไม่ซ้ำกัน และเรียนอะไรที่ใช้กับทุกคนในโลกได้ ก็มาเจอวิชาพหุปัญญา คือ เรื่องอัจฉริยภาพไม่ได้มีด้านเดียว เป็นการเรียนเกี่ยวกับสมองว่าทำงานอย่างไร และจะพัฒนาศักยภาพให้ดีที่สุดได้ยังไง ซึ่งเป็นการเรียนกลไกการทำงานของสมองโดยไม่ต้องผ่าสมอง"

องค์ความรู้ใหม่ด้านสมองที่เพิ่งค้นพบไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมา โดยโปรเฟสเซอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ วิจัยพบว่า สมองมีการเรียนรู้และพัฒนาผ่านกลไกทำงาน 10 หลักการ นั่นคือ

สมองเรียนรู้ผ่านร่างกายที่พร้อม สมองมีความตื่นตัว (Relaxed Alertness)

การจดจำที่ดีได้มาจากการ "ทำซ้ำ" จนเกิดเป็น "ทักษะ"

สมองตื่นตัวเปิดรับต่อสิ่งแปลกใหม่ เพราะถ้าสิ่งไหนซ้ำซาก สมองจะเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่ต้องใส่ใจ

ความรู้สึกและอารมณ์มีผลสำคัญต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ดีจึงต้องเพาะ "เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข" หรือการ "คิดเชิงบวก" เพื่อให้เกิดการกล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์

สมองเรียนรู้จากการ "เชื่อมโยง" กับประสบการณ์เดิม

สมองรับรู้ผ่าน "ประสาทสัมผัส"

สมองจะถูกปิดกั้นเมื่อเกิดความเครียด ความกลัว ความเบื่อ ซึ่งสมองส่วนสัญชาตญาณ (Reptilian Brain) จะสั่งให้เอาตัวรอดด้วยการหลบหนีมากกว่าจะใช้ความคิดระดับซับซ้อน

สมองมีความสามารถหลายด้าน จากการวิจัยของการ์ดเนอร์ ระบุว่า ความสามารถหรืออัจฉริยะมี "อย่างน้อย" 8 ด้าน ได้แก่ อัจฉริยะด้านภาษา คณิต/ตรรกะ ดนตรี/จังหวะ ด้านการมอง/มิติสัมพันธ์ ร่างกาย/การเคลื่อนไหว ความเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และด้านความเข้าใจธรรมชาติ

สมองทำงานเป็นองค์รวม หมายความว่า การพัฒนาความสามารถควรให้ความสำคัญกับการได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย และจากประสบการณ์ตรง แทนที่จะมุ่งเน้นความจำเพียงอย่างเดียว

และสมองต้องมีเวลาจัดระบบข้อมูล

หลักการทำงานด้านสมองที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ดร.การ์ดเนอร์ ต้นตำรับด้านวิทยาการด้านสมอง ครูหนูดี นำมาใช้กับเด็กๆ ในโรงเรียนวนิษา ทำให้รูปแบบการเรียนการสอนที่นี่จะ "แหวก" กว่าที่อื่น ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ ให้เด็กๆ ได้แสดงศักยภาพการคิด ความเป็นผู้นำอย่างไม่มีขีดจำกัด

เธอยกตัวอย่างกิจกรรมสนุกให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นอย่างไร ถ้าจะให้ท่องจำกันปาวๆ เธอว่า เด็กๆ ไม่มีวันรู้ซึ้งว่าแบบไหนจึงจะพอเพียง ครูหนูดีจึงให้เด็กๆ ทั้งโรงเรียนร่วมกันสร้าง 2 หมู่บ้าน

หมู่บ้านแรก เลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะ และมีผลิตภัณฑ์ดินเผา อีกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านเกษตรกรปลูกผักขาย

เด็กสนุกกับการสร้างบ้านเอง สร้างเตาเผาเพื่อผลิตเครื่องปั้นดินเผาเอง มีกิจกรรมเลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก และนำผลิตภัณฑ์มาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน

ทั้งหมดนี้เด็กๆ ช่วยกันคิดคอนเซปต์เอง หาวิธีแก้ปัญหาเอง พ่อแม่ ครู แค่ช่วย "ไกด์" อยู่ห่างๆ

"เราให้เด็กทั้งโรงเรียนคิดคอนเซปต์ขึ้นมาเองว่าอยากให้หมู่บ้านเป็นแบบไหน แล้วให้เขาเลือกเองว่าอยากอยู่หมู่บ้านไหน โดยมีคุณพ่อที่เป็นวิศวกรให้คำปรึกษาว่าต้องสร้างบ้านยังไง จะสร้างเตาเผายังไง พอได้ผลิตภัณฑ์จะแลกเปลี่ยนอย่างไร ก็มีการคิดว่าจะเอาของมาแลกเปลี่ยนกัน เด็กๆ สนุก และได้เรียนรู้ว่าแค่ไหนถึงพอเพียง

พอปลายปีครูกับนักเรียนจะช่วยกันออกข้อสอบว่า ควรจะวัดทักษะเขาในเรื่องไหน เช่น การประนีประนอม การเป็นผู้นำที่สามารถนำทั้งกลุ่มไปสู่ความสำเร็จได้ เราคิดว่าการออกข้อสอบแบบนี้เหมาะสมกับเด็กในแบบที่เด็กเป็น เพราะเด็กแต่ละคนสภาพแวดล้อม ความสามารถไม่เหมือนกัน"

หลายคนอาจจะมีคำถามว่า วิธีเรียนแบบนี้ "แหวก" เกินหรือไม่ แล้วเด็กๆ จะออกผจญกับโลกที่แสนจะโหดร้ายได้แน่หรือ

"คอนเฟิร์มว่าเรามาถูกทาง เด็กของที่นี่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับสังคมภายนอกได้ดี"

ครูหนูดีเชื่อว่า ความสนุกผ่านกิจกรรม ทำให้เด็กตื่นตัว เรียนรู้ได้ดีกว่า เหมือนกับการเพาะ "เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข" ไม่ผิดจากบรรดาอัจฉริยะบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบลที่ยุคหนึ่งโรเบิร์ต ไอส์ไตน์ หรือโทมัส เอดิสัน ถูกมองว่า "สติเฟื่อง"

"แต่จริงๆ บุคคลเหล่านั้นเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีที่สุด และใช้ชีวิตที่สมดุลมากกว่าคนเก่งแต่เครียด"

และไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่จะสร้างผลงานอันแสนจะอัจฉริยะได้เท่านั้น แต่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ผู้ใหญ่ฝึกฝนเพิ่มศักยภาพได้ดีขึ้น

เธอบอกว่า หากรู้จักกลไกการทำงานของสมอง รู้ว่าสมองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วทำอย่างที่สมองชอบ ก็เพิ่มศักยภาพได้ง่าย

เทคนิคง่ายที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองแนะนำ คือ ต้อง "เปิดฉาก" ตอนเช้า และ "ปิดฉาก" ก่อนนอน

"สมองชอบมองทุกอย่างในภาพรวมก่อนที่จะลงรายละเอียด เพราะฉะนั้นก่อนเริ่มทำงานให้ใช้เวลา 5 นาที สำรวจ เรียบเรียงก่อนว่าเช้านี้ เราจะทำอะไร บ่ายจะทำอะไร จากนั้นค่อยมาลงรายละเอียดในช่วงวันทีหลัง

และก่อนนอนให้มอง "สรุป" อีกสัก 5 นาที ว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้ว เรียบร้อยมั้ย ถ้าไม่ ก็จดว่ามีอะไรที่ต้องทำ แค่นี้เราก็จะหลับสบาย คนที่หลับไม่ลงเพราะไม่มีการ "ปิดฉาก" ให้สมอง"

นอกจากนั้นการทำงาน หรือการอ่านหนังสือ ต้องทำอย่างผ่อนคลาย

"ช่วงความสนใจของคนจะมีแค่ 50 นาที แทนที่จะทนท่องแบบเบื่อๆ ไม่ลุก ไม่นอน ควรจะเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ แบ่งเป็นช่วงละ 50 นาที แล้วก็นอนเยอะๆ จะได้ผลมากกว่า เพราะสมองคนเราจะบันทึกเฉพาะเวลานอน ถ้าอยากจำมากต้องนอนเยอะให้เต็มอิ่ม สมองจะบันทึกได้มากขึ้น"

และแทนที่จะท่องจำเป็นนกแก้ว นกขุนทอง ให้จำเป็น "Mind Map" จดเป็นรูปภาพ ด้วยปากกาหลากสี เป็นอีกเทคนิคที่สมองบันทึกได้ดีกว่า

หากรู้จักกลไกการทำงานของสมอง "อัจฉริยภาพ" ก็สร้างได้ไม่ยาก

Key Point

อัจฉริยภาพสร้างได้

๐ 5 นาที สำรวจสิ่งที่ "ต้องทำ" ก่อนทำงาน

๐ 5 นาที ทบทวนสิ่งที่ได้ทำก่อนนอน

๐ "จิบ" น้ำบ่อยๆ ช่วยให้คิดเร็ว

๐ แบ่งช่วงการทำงาน/อ่านหนังสือช่วงละ 50 นาที แล้วเปลี่ยนอิริยาบท

๐ คิด "เชิงบวก"

๐ จดจำเรื่องต่างๆด้วย "Mind Map"

๐ นอนพักให้อิ่มวันละ 8 ชั่วโมง




Category:Other
ตื่นมาตอนเช้าเมื่อสมัยพวกเรายังตัวเล็กๆ เป็นเด็กน้อยนั้น หลายคนยังจำได้กับยอดมนุษย์เหล่านั้นสร้างความสนุกสนานให้กับพวกเรา เด็กบางคนก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นยอดมนุษย์ตัวนั้นตัวนี้ ตอนนี้ได้เวลาแล้วที่ฝันของพวกเราตอนเด็กๆจะได้เป็นจริงขึ้นมา มาเถอะครับมาเป็นยอดมนุษย์พิทักษ์โลกกัน เคล็ดลับนั้นง่ายนิดเดียวมาเถอะมาลองดูกัน



1. การเตรียมตัวเป็นยอดมนุษย์
การจะเป็นยอดมนุษย์นั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ใครจะมาเป็นก็เป็นได้ ของอย่างนี้อยู่ที่ใจจริงๆ ว่าคุณเป็นคน ดี กล้า อดทน เข้มแข็ง ถ้าคุณเป็นอย่างที่บอกมานี้ละก็ คุณเป็นยอดมนุษย์ได้แน่ๆครับ การเตรียมตัวเป็นยอดมนุษย์นั้นแบ่งเป็น ดังนี้


1.1 ชุดยอดมนุษย์
การเป็นยอดมนุษย์นั้นต้องมีชุดครับ ไม่ใช่จะแต่งตัวอะไรก็ได้ตามอำเภอใจและไม่นิยมแฟชั่น เราต้องสร้างสรรค์ชุดที่เราจะใส่กันหน่อย หรือใครมีเงินเยอะแนะนำให้จ้าง ดีไซน์เนอร์ ชื่อดัง ออกแบบชุดให้ ชุดของยอดมนุษย์แยก เป็นดังนี้


เสื้อผ้า - เสื้อผ้าของยอดมนุษย์นั้นต้องเป็นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษคงทนต่อรังสีต่างๆ ดังจะเห็นได้จากยอดมนุษย์รุ่นพี่ต่างๆ ที่ชุดของเขานั้นไม่เคยขาดเลยสักที และเสื้อผ้านี้ควรจะตัดให้เข้ากันได้ดี ไม่นิยมให้เสื้อกับกางเกงแยกกันควรจะเป็นชุดเดียวกัน สำหรับผู้ที่ต้องการแต่งตัวเป็นหุ่นยนต์นั้นจะต้องใช้วัสดุที่แข็ง ไม่อ่อนนุ่ม ดูแล้วต้องเทอะทะ ขยับตัวลำบากเป็นดี



หน้ากาก – เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งถ้าขาดหน้ากากไป เท่ากับว่าคุณยังไม่เป็นยอดมนุษย์อย่างเต็มตัว การที่เราจะเลือกหน้ากากนั้น ส่วนมากนิยมใส่แบบครอบหัวเพื่อปิดบังหน้าทั้งใบหน้าไปเลย (ยอดมนุษย์ ไม่นิยมให้ใครเห็นหน้าเขาเด็ดขาด) ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงไม่แตกง่าย อย่างเช่น หมวกกันน๊อค สำหรับผู้ที่มีงบน้อยแต่ใจรัก แนะนำให้ ใช้ผ้ามาปิดตาแล้วเจอะรูที่ตาไว้เพื่อให้มองเห็น เช่น อินทรีย์แดง เป็นต้น สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินจริงๆ เราขอเสนอ ก่อนแปลงร่างก็ใส่แว่นตา พอแปลงร่างก็ถอดแว่น ง่ายดีใช้งบน้อยอย่างซุปเปอร์แมน


ถุงมือ – มีก็ได้ไม่มีก็ได้แล้วแต่ฐานะของท่าน ถือว่าเป็นส่วนประกอบเสริม ไม่นิยมถุงมือที่มีสีเดียวกับชุดควรเป็นสีที่ตัดกันดูอ่อนกว่าและไม่เด่นจนเกินไป หลายท่านพยายามนำถุงมือแพทย์มาใช้ นั่นถือว่าผิดคิดใหม่เถิดครับก่อนจะสายเกินแก้


รองเท้า – ยอดมนุษย์น้อยคนนักที่จะไม่มีรองเท้าใส่ พวกยอดมนุษย์นั้นไม่นิยมเลยที่จะใส่รองเท้าตามแฟชั่น พวกส้นตึก รองเท้าเตะ หรือ รองเท้ากีฬาต่างๆ ใครใส่พวกนี้ถือว่าเชยมากสำหรับวงการนี้ พวกยอดมนุษย์นิยมใส่บูท ที่เป็นสีสดใส ยาวเกือบถึงเข่า หรือไม่ก็เป็นชุดที่มีรองเท้ามาเลย



อุปกรณ์ในการแปลงร่าง – นับว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกเหมือนกัน ถ้าไม่มีบางคนถึงกับแปลงร่างไม่ได้เลยทีเดียว ส่วนมากที่ยอดมนุษย์นิยมกัน จะมี นาฬิกาข้อมือ เข็มขัด ไม้คฑาต่างๆ เป็นต้น พวกที่ใช้นาฬิกาข้อมือ ไม่นิยมให้ใช้แบบเป็นเข็มจะถือว่า เชยมากในวงการ อาจถูกสายตาเหล่ายอดมนุษย์เหยียดหยามพาให้คลุ้มคลั้งเป็นโรคประสาทไปได้ ขอแนะนำให้ใช้ นาฬิกาหน้าปัด ดิจิตอล ส่วนพวกที่ใช้ เข็มขัด ก็อย่าได้นำเข็มขัดลูกเสือ หรือ เข็มขัดแฟชั่นต่างๆ มาใช้ แนะนำให้ ออกแบบเอง หรือให้ ดีไซเนอร์ช่วยคิดให้


1.2 ออกแบบท่าแปลงร่าง
ท่าแปลงร่างเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด ท่าแปลงร่างนั้นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก ไม่ใช่จะทำกันมั่วๆ และ แต่ละครั้งในการแปลงร่างเราต้องจำได้ไม่ใช่คิดสดๆ ขึ้นมาเลย (เคล็ดลับ ลองศึกษาจากม้วน วีดีโอ ดูการแปลงร่างของยอดมนุษย์รุ่นพี่ แล้วนำมาดัดแปลง) การแปลงร่างแบ่งเป็นดังนี้


แบบเดี่ยว – เป็นแบบที่เราแปลงร่างคนเดียวไม่มีเพื่อนเลย อาจจะเหงาพอสมควร การแปรงร่างแบบนี้ ก็แค่วาดแขนไปมาเป็นวงกลม หรือ แล้วแต่เราจะคิดสร้างสรรค์ ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่แปลงร่างแล้วทำให้ขนาดใหญ่โต เช่นอุลตร้าแมน ระวังการปวดกล้ามเนื้ออย่างฉับพลัน เพราะกล้ามเนื้อท่านต้องยืดหดบ่อย แต่เอาน่าเพื่อโลกของเรา ทนๆ กันไป



แบบหมู่คณะ – เป็นแบบที่ยุ่งยากมากที่สุด การแปลงร่างแบบนี้ต้องอาศัยความสามัคคีเป็นอย่างมาก ต้องมีการฝึกฝนเป็นอย่างดี การแปลงร่างแบบนี้ไม่นิยมแปลงร่างเป็นเวลานานๆ ควรทำให้เร็วและจบด้วยท่านิ่งที่สวยงาม ถ้าเกิดใช้เวลานานๆ จะทำให้คล้ายพวกเชียร์ลีดเดอร์ (ในกรณีที่ เร่งรีบ อนุโลมให้ กระโดดแล้วแปลงร่างได้ ) ข้อควรระวัง การแปลงร่างแบบหมู่ ไม่นิยมสำหรับผู้ที่แปลงร่างแล้วทำให้ร่างกายใหญ่โต


แบบใช้สถานที่ - เป็นแบบที่สะดวกง่ายมาก การแปลงร่างแบบนี้ไม่มีอะไรมากแค่หาที่แปลงร่าง เช่น ตู้โทรศัพท์ ห้องน้ำ มุมตึก หรือที่ ลับตาคน ง่ายและไม่ต้องคิดอะไรมากดี เหมาะกับพวกที่ ไม่มีเวลาที่คิดท่าแปลงร่างเป็นของตัวเอง ถ้าเป็นหมู่คณะ ก็ แยกกระจายกันไป แปลงร่างในที่ต่างๆ แล้วกับมารวมกันให้ทันเท่านั้นเอง



1.3 ท่าไม้ตาย
ยอดมนุษย์น้อยคนนักที่จะไม่มีท่าไม้ตาย ถ้าไม้ตายถือว่าเป็นสิ่งสุดยอดในการปราบเหล่าร้าย การฝึกท่าไม้ตายนั้นต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรและก็อย่าลืมตั้งชื่อท่าไม้ตายด้วยเพราะมีผลต่อความเท่ห์ของเราเป็นอย่างมาก เช่น ลูกเตะคาแมนไรเดอร์ เป็นต้น ส่วนพวกที่มีท่าไม้ตายเป็นดาบหรือปืนต่างๆ ก็ ควรเลือกใช้ ดาบหรือปืนที่ดูแล้วล้ำสมัยเช่น ดาบเลเซอร์ หรือ ปืนเลเซอร์เป็นต้น ไม่นิยมให้ใช้ ปืนอัดลม หรือ ดาบพลาสติก เราสามารถแยกอาวุธออกได้ต่างๆ ดังนี้

ดาบ – นิยมดาบเลเซอร์เป็นส่วนใหญ่ เพื่อความสวย และความรุนแรง นิยมเป็นสีสดใส
ปืน – นิยมเป็นปืนเลเซอร์อีกเช่นกัน เพื่อความสวยงาม ไม่นิยมเป็นปืนที่ใหญ่มากนัก ถ้ามาเป็นหมู่คณะแนะนำให้ นำปืนและดาบมารวมกันเพื่อนเป็นอาวุธใหม่ จะดียิ่งขึ้น


โล่ – ไม่ค่อยนิยมสักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีเห็นกันบ้างในยอดมนุษย์รุ่นเก่าๆ เหตุที่ไม่นิยมโล่ นั้น เพราะโล่เป็นอุปกรณ์ที่ใหญ่เทอะทะจะไม่นิยมพกกันสักเท่าไหร่ ส่วนมากยอดมนุษย์ชอบเอาตัวเข้าแลก
ธนู – นี่ก็เป็นอาวุธที่น้อยคนนักที่จะมี เพราะขนาดค่อนข้างใหญ่ รวมทั้ง จะต้องพกลูกธนู อีกตางหาก จึงทำให้ ความนิยมตกลงไป พอสมควร อีกทั้งมี ปืนเลเซอร์แล้ว จะมีทำไม


คฑา – นิยมใช้เฉพาะตัวละคร ผู้หญิงเพื่อ ความสวยงาม ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก
หมัด,เท้า – นิยมใช้สำหรับ ยอดมนุษย์ ที่มีพละกำลังมหาศาล หรือทางบ้านยากจน ขาดงบจากรัฐบาลมาเกื้อหนุนอยู่ด้านหลัง


1.4 การตั้งชื่อให้เหมาะกับตัวเอง
คิดจะเป็นยอดมนุษย์กับเขาสักทีก็ควรจะมีชื่อเป็นของตัวเอง ยอดมนุษย์ไม่นิยมใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง เพราะเราจะต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ตัวจริงของเรา การตั้งชื่อ นั้นส่วนมาก จะลงท้ายว่าแมน เสมอ เช่น ซุปเปอร์แมน แบทแมน อุลตร้าแมน เป็นตัน ถ้าเป็น ผู้หญิงให้ใช้ เกิล ต่อท้าย แต่ถ้าเป็นเกย์ ตุ๊ด กระเทย ให้ใช้ เกย์ ต่อ ท้ายเช่น สไปเดอร์เกย์ อุลตร้าเกย์ทาโร่ หรือถ้าเป็น ทอม ดี้ ให้ใช้ ทอม ต่อท้าย ยอดมนุษย์ไม่นิยมให้เอา ชื่อค่ายมาต่อท้าย ถึงแม้คุณจะเป็นศิษย์ค่ายนั้นก็ตาม เช่น อุลตร้าแมน ศิษย์พี่ย้อยลูกป้าแดง ณ ลูกสมุทร ยิม เป็นต้น



1.5 พาหนะคู่ใจและหุ่นยนต์
อันนี้จำเป็นต้องมีกันทุกคนแล้วแต่ ฐานะ รวยมากก็ มีหุ่นยนต์ จนหน่อยก็ มอเตอร์ไซต์ ยอดมนุษย์ไม่นิยมเดินเท้าและปั่นจักรยาน ซึ่งมันไม่เท่ห์และขัดต่อประเพณีที่สืบกันว่า พาหนะคู่ใจนี้ก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงดีๆนี่เอง ต้องสื่อสารกับเรารู้เรื่อง เชื่อฟังคำสั่งเราเป็นอย่างดี และเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่คุณเป็นพวกแปลงร่างแล้วรุปร่างใหญ่โต ไม่นิยมให้มีหุ่นยนต์อีก เพราะคุณไม่สามารถเข้าบังคับได้ ข้อควรระวัง อย่าแปลงร่างในหุ่นยนต์ เพราะ เท่าที่ทราบมา ยังไม่มียอดมนุษย์คนไหน อุตริแปลงร่างบนนั้น ข้อควรระวังอีกอย่าง อย่าพึ่งเรียกหุ่นยนต์ มาเมื่อ สัตว์ประหลาดที่เราต่อกรด้วยตัวยังเล็กๆอยู่ ควรรอให้มันขยายร่างก่อน (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ไม่เอาหุ่นยนต์มาเหยียบมันเลยก็จบ )





2. การวางตัวต่อหน้าสาธารณะชน
ตัวจริงของยอดมนุษย์นั้นจะต้องไม่มีใครรู้เด็ดขาดว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน ต้องเก็บเป็นความลับและห้ามเปิดเผยเรื่องการแปลงร่างของเราให้ใครรู้ เราพร้อมแล้วที่จะชี้แนวทางให้แก่คุณเอง เรามีบุคลิกให้เลือกแล้วแต่ความพอใจท่าน ดังนี้


เป็นคนป้ำๆเป๋อๆ
ถ้าจะเป็นยอดมนุษย์แล้วละก็คุณจะทำตัวเด่นกว่าชาวบ้านไม่ได้ จะต้องทำตัวด้อยกว่า เพื่อที่จะได้ไม่มีคนสงสัย ซุ่มซ่ามเข้าไว้ อย่าได้หลุดความฉลาดของคุณมาแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าคุณจะฉลาดเพียงไหนก็ตาม


เป็นคนเงียบขรึม
คนที่จะเลือกข้อนี้ อย่าได้หลุดฮามาให้เห็นเลย เพราะคุณจะต้องเป็นคนเงียบขรึม ดู ฉลาด ถึงแม้ข้างในจะดูโง่ ก็ตาม คุณต้องทำให้คนอื่นดูคุณแล้วฉลาดให้ได้ ดูเหมือนง่ายนะครับแต่ยากมากต้องใช้การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอไม่งั้นจะ หลุดโง่ ออกไม่ได้เชียวละ



เป็นคนลึกลับ
อนี้ยากที่สุดสำหรับพวกที่มี มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ คุณต้องทำตัวหลบๆซ่อนครับ อยู่กับที่ได้ไม่นาน พยายามหาที่ หลบหรือเปลี่ยนมุมอยู่ตลอด ต้องฝึกฝนเป็นระยะเวลานานมากๆ และสะสมบุญบารมีกันมาพอสมควร



เป็นคนร่ำรวย
คุณจะเป็นคนที่ต้องมีความร่ำรวยเอามากๆ และจะต้องมี ฐานทัพ ที่อยู่ในบ้านของตัวเอง และจะต้องไม่มีคนรู้ว่าฐานนั้นสร้างมาได้อย่างไร เพราะคุณควรจะเป็นคนสร้างเอง ไม่ควรจ้างคนงานมาสร้างจะทำให้รู้การเข้าออกของฐานทัพคุณเป็นได้ คนที่จะเป็นลูกน้องคุณจะต้องเป็นคนใช้ที่อยุ่ภายในบ้านเป็นเวลานานไม่นิยมนำสาวใช้ขี้เมาส์มาเป็นอันขาด มิเช่นนั้น ฐานทัพคุณก็จะถุกเมาส์เอานะสิ





3.เมื่อคุณเหงา
เมื่อคุณได้เป็นยอดมนุษย์แล้วละก็ เกิดเหงา ว้าเหว่ ต่อสู้กับคู่ต่อสู้ก็รู้สึก ท้อแท้หมดหวัง นั่นละครับ คุณได้เวลาแล้ว ที่คุณจะต้องหาเพื่อนร่วมทีม เพื่อนร่วมทีมนี่ละครับ จะช่วยให้เราคลายเหงาไปได้อย่างมากมายก่ายกองเหมือนยกภูเขาออกจากอก คุณไม่ต้องแปลงร่างคนเดียวแบบเขินอายอีกต่อไป คุณจะมีเพื่อนร่วมทีมให้สนุกสนานทั่วกัน มาเถอะครับลองมองดูรอบๆ อาจจะมีใครสักคนที่มีแวว ลองเดินไปทักเขาแล้ว พูดว่า “มาเป็นยอดมนุษย์กับเราไหม” แต่การมีเพื่อนร่วมขบวนการ ก็ยุ่งยากพอดูไหนจะต้อง ออกแบบ ชุดให้ดู เข้ากันกับเพื่อนๆ หรือ ออกแบบท่าแปลงร่างกัน ปัญหาต่างๆ นานา แต่ถ้าคุณทนได้คุณก็จะคลายเหงาไปได้อย่างปลิดทิ้ง



4.เมื่อคุณพ่ายแพ้
การพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องหน้าอับอายสำหรับยอดมนุษย์ครับ แต่จะเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ หรือ มีพลังเพิ่มมากขึ้น มหาศาล (ไม่รู้ทำไม ไม่ใช้แต่แรกต้องให้แพ้ก่อน) ยอดมนุษย์มีวิธีการแพ้ที่แตกต่างกันออกไปจำแนกดังนี้


บินกลับดาว - เป็นวิธีที่สุดจะ คลาสสิกก็ว่าได้ เมื่อคุณสู้ไม่ได้ คุณต้องรีบบินกลับดาวทันที แล้วกลับมาสู้ใหม่อีกครั้ง ยอดมนุษย์ไม่นิยม บินกลับดาวหลายๆรอบ ส่วนมากจะกลับไป ฝึกวิชาครั้งเดียว


กลับไปศูนย์วิจัย – แน่นอนครับเมื่อคุณกลับไปศูนย์วิจับ คุณจะได้พบกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เหล่าบรรดา ด๊อกเตอร์ สร้างทิ้งไว้ให้เราแล้ว ซึ่งรวดเร็วมาก แต่คุณไม่ต้องรีบเอากลับไปต่อสู้เลยนะครับ ยอดมนุษย์เขาจะไม่ทำกันใครทำก็ ถือเป็นการนอกคอกอย่าง หนำซ้ำยังเหยียดหยาม ยอดมนุษย์รุ่นพี่ด้วย

ัทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลพอสังเขปให้พวกคุณได้เตรียมตัวเป็นยอดมนุษย์กันอย่างคร่าวๆ อาจมีอะไรขาดตกบกพร่องไปก็แนะนำกันเข้ามาเพื่อเป็นวิทยาทานแด่คนรุ่นหลังสืบต่อไป มาเถอะมาครับคนรุ่นใหม่โลกนี้ยังต้องการคุณอยู่ สู้ต่อไปเพื่อวันพรุ่งนี้ สู้ต่อไป ... ทาเคชิ



© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help